วันอังคาร, พฤษภาคม 18, 2021
หน้าแรก ความรัก ไม่อยากเป็นเพื่อนแล้ว ขอเป็นแฟนเธอได้ไหม แต่จะทำอย่างไรดี

[ HOW TO ] ไม่อยากเป็นเพื่อนแล้ว ขอเป็นแฟนเธอได้ไหม แต่จะทำอย่างไรดี

[ HOW TO ] ไม่อยากเป็นเพื่อนแล้ว ขอเป็นแฟนเธอได้ไหม แต่จะทำอย่างไรดี มาดูวิธีเปลี่ยนเพื่อนมาเป็นแฟนกันเถอะ

HOW TO ไม่อยากเป็นเพื่อนแล้ว ขอเป็นแฟนเธอได้ไหม แต่จะทำอย่างไรดี เชื่อได้เลยว่าแทบทุกคนจะต้องเคยมีประสบการณ์ เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ มาอย่างน้อยคนละครั้ง เพราะความสนิท ความใกล้ชิด ความห่วงใยซึ่งกันและกัน มันแปรเปลี่ยนเป็นความรักได้ไม่ยาก แต่บ่อยครั้ง ก็ทำได้แค่ แอบรัก อยู่ในใจเท่านั้น ก็เพราะคำว่า เพื่อน นั่นเอง

แต่ความจริงแล้วมันมีความเป็นไปได้มากพอ สำหรับการขยับความสัมพันธ์จากการเป็น เพื่อน ไปสู่การเป็น แฟน แต่ถึงอย่างไรคุณต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อนว่าการออกเดทกับเพื่อนนั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคุณทั้งคู่หรือไม่ มั่นใจเรื่องความรู้สึกที่มีต่อกันแล้วจริงไหม หากยังไม่ค่อยแน่ใจ ถามตัวเองด้วยคำถาม 4 ข้อดังต่อไปนี้เพื่อให้เข้าใจตัวเองและมั่นใจกับความสัมพันธ์มากขึ้น

[ HOW TO ] ไม่อยากเป็นเพื่อนแล้ว ขอเป็นแฟนเธอได้ไหม แต่จะทำอย่างไรดี
ขอบคุณภาพ
1. มีความต้องการที่ตรงกัน

แน่นอนถึงแม้ว่าในขณะที่ความสัมพันธ์ยังอยู่ในระดับของ “เพื่อน” จะราบรื่น แต่สิ่งที่ต้องถามตามมาคือในวันข้างหน้า คุณทั้งคู่จะมีความต้องการที่ตรงกันหรือไม่ ต้องหมั่นสังเกตในช่วงที่อยู่ด้วยกันหรือในการแลกเปลี่ยนมุมมองทัศนคติเพื่อดูว่ามีมุมมองและค่านิยมไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

2. จะไปด้วยกันได้ดีไหม

จากนี้ไปการมีกันและกันจะราบรื่นด้วยดีไปตลอดหรือไม่ เข้ากันได้ดีพอไหม อีกฝ่ายทำให้คุณเห็นด้านดีของตัวเองมากน้อยแค่ไหน หากบังเอิญเกิดเรื่องแย่ ๆ ขึ้นระหว่างคุณทั้งคู่ มั่นใจไหมว่าอีกฝ่ายจะไม่ทำให้เรื่องมันแย่ยิ่งกว่าเดิม

3. การคบกันจะทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนไปยังไงบ้าง

การเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนเลื่อนไปเป็นแฟนคือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เราอาจชอบอีกฝ่ายเพราะเขาเป็นคนตลก มีเสน่ห์ หรืออีกหลาย ๆ อย่างในขณะที่ยังเป็นแค่เพื่อนกัน แต่หากเปลี่ยนสถานะไปความรู้สึกเหล่านั้นจะยังเป็นเหมือนเดิมไหม เพราะคุณทั้งคู่จะต้องใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น พึ่งพากันมากขึ้น อีกฝ่ายจะโอเคกับสิ่งนี้ไหม เพราะถ้ามันไม่เวิร์คมันจะพังทั้งความสัมพันธ์คู่เดทลามไปจนถึงความเป็นเพื่อนด้วย

4. แล้วทำไมยังไม่คบกัน

นี่คือคำถามสำคัญเลยล่ะ ถ้าคุณทั้งคู่ต่างชอบพอกันแล้วทำไมถึงไม่คบกันสักที ในเมื่อเคมีทั้งหมดชัดเจนขนาดนี้แล้ว สำหรับข้อนี้คุณต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนที่จะเดินหน้าต่อ และเป็นความจริงคือเราไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร จงซื่อสัตย์กับตัวเอง จำเอาไว้ว่าก่อนคุณจะตัดสินใจเรื่องใดคุณมีเวลาคิดอยู่แล้ว คุณคงไม่อยากเสียทั้งเพื่อนและคนรักไปในเวลาเดียวกัน

ในหลาย ๆ คู่ที่มีความรักมั่นคงต่างก็เริ่มจากการเป็นเพื่อนกันมาก่อนทั้งนั้น มันมีข้อดีตรงที่คุณต่างมีเวลาเรียนรู้ตัวตนของกันและกัน ได้เห็นเขาหรือเธอในมุมมองต่าง ๆ ที่อาจไม่ได้แสดงให้คนอื่น ๆ เห็น

[ HOW TO ] รู้จักภาษากาย เมื่อเขาหรือเธอ มีใจให้กับคุณ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisment -

Most Popular

การดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว

การวางแผนดูแลสุขภาพตนเองและบุคคลในครอบครัว เป็นเรื่องที่มีคุณค่าอย่างยิ่งเพราะนอกจากจะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ตัวของเราเองและบุคคลในครอบครัวเกิดความกระตือรือร้นในการดูแลสุขภาพแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดสัมพันธภาพอันดีระหว่างสมาชิกทุกคนในครอบครัว เกิดความรักในครอบครัวซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างดี อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต คุณค่าของการวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในครอบครัว คำว่า “สุขภาพดี” ในแต่ละคนนั้นอาจแตกต่างกันออกไปตามแต่สภาวะสังคม หรือรูปแบบของวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วสุขภาพดีอย่างน้อยจะต้องหมายถึง ความสมบูรณ์ของทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะเกิดได้เนื่องจากการดูแลเอาใจใส่ระบบต่างๆ ที่สำคัญของร่างกาย การที่จะมีสุขภาพดีได้นั้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพของตนเองหรือของบุคคลในครอบครัว ไม่ใช่เป็นสิ่งเกิดขึ้นได้ด้วยความบังเอิญ หากแต่จำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนในการดูแลสุขภาพล่วงหน้าซึ่งจะช่วยให้เกิดผลดี ดังนี้ -สามารถที่จะกำหนดวิธีการหรือเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของตัวเราเองหรือบุคคลในครอบครัวได้อย่างเหมาะสม -สามารถที่จะกำหนดช่วงเวลาในการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม อาจจะมีกิจกรรมการออกกำลังกายในช่วงเช้า หรือ ในบางครอบครัวอาจจะมีเวลาว่างในช่วงเย็น ก็อาจจะกำหนดกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพในช่วงเย็นก็ได้ หรืออาจจะ กำหนดช่วงเวลาในการตรวจสุขภาพประจำปีของบุคคลในครอบครัวได้อย่างเหมาะสม -เป็นการเฝ้าระวังสุขภาพทั้งของตนเองและบุคคลในครอบครัว...

การดูแลรักษาตนเองเหมาะสมกับเราหรือไม่

การดูแลรักษาตนเองเป็นสิ่งที่เหมาะกับการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ ซึ่งสามารถรักษาตนเองได้ที่บ้าน ยกเว้นคนชราและเด็กเล็ก ซึ่งต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ จึงเหมาะสำหรับอายุ 10 ปีขึ้นไปที่มีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติดี แต่สำหรับหญิงมีครรภ์หรือเป็นโรคบางอย่างโดยเฉพาะที่จำเป็นต้องใช้ยาเฉพาะโรค ควรปรึกษาแพทย์ดูว่าการดูแลรักษาตนเองสามารถทำได้หรือไม่ เตรียมตัวสำหรับการดูแลรักษาตนเอง การดูแลรักษาตนเองจะประสบผลสำเร็จ ต้องอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์และยาที่ถูกต้อง รวมทั้งความรู้พื้นฐานในการประเมินอาการตนเองและทักษะอีกเล็กน้อย ดูแลอาการเจ็บป่วยของตนเอง ควรเข้าใจได้ว่าอะไรกำลังเกิดกับร่างกายของเรา และประเมินได้ว่าอาการเหล่านี้ สามารถรักษาเองได้หรือไม่ รู้วิธีการดูแลรักษาเพื่อบรรเทาอาการนั้น และรู้ว่าควรปรึกษาแพทย์เมื่อไร ทำความเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น  ให้ทราบว่าอะไรกำลังเกิดในร่างกายของเราสำหรับแต่ละอาการเจ็บป่วย ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจอาการเจ็บป่วยที่น่ารำคาญและไม่สบายนี้ และตระหนักถึง “ความฉลาดของร่างกาย” จะช่วยให้เราเลือกทำสิ่งที่ช่วยเร่งการหายป่วยของร่างกายได้ การประเมินความรุนแรงของอาการเจ็บป่วย  อาการเจ็บป่วยเป็นวิธีที่ร่างกายสื่อสารกับเรา การประเมินอาการโดยการวัดและสังเกตจะช่วยให้เราแปล “ภาษาของร่างกาย” ได้ ซึ่งจะช่วยเราในการเลือกวิธีบรรเทาอาการและช่วยในการตัดสินใจไปพบแพทย์ บรรเทาอาการ  การบรรเทาอาการ คือ...

7 เคล็ดลับง่ายๆ วิธีดูแลตัวเองให้สุขภาพดีและแข็งแรง

ในปีนี้หลายคนตั้งเป้าหมายการเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การเรื่องงาน เป้าหมายการใช้ชีวิต รวมถึงการมีสุขภาพดีด้วย จะเห็นได้ว่าปัจจุบันคนหันมาสนใจ และใส่ใจในเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ตัวเองนอนหลับสบาย มีสุขภาพแข็งแรง หรือการหลุดพ้นจากความเครียดเมื่อเราเรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาพกายและใจตัวเองให้ดีแล้ว เราก็จะสามารถดูแลตัวเองและจัดการกับความเครียดและภาระหน้าที่ต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม 1.เลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

วิธีดูแลสุขภาพกายและใจเพื่อชีวิตสดใส

1.ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานให้ตรงเวลา ในทุก ๆ มื้อพยายามทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่อย่างพอเพียงตามความต้องการของร่างกาย และควรทานให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน โดยมื้อเช้าถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดจึงไม่ควรที่จะงด ส่วนมื้อเย็นควรทานแต่น้อยและไม่ควรทานหลัง 6 โมง เพราะหากทานดึกเกินไปใกล้เวลานอน อาจทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ 2.ดื่มน้ำให้พอเพียง พยายามดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว เพราะการดื่มน้ำอย่างพอเพียงมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ทั้งในเรื่องของสุขภาพและความสวยความงาม ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นไปอย่างปกติ ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื่น ดูสดใสเปล่งปลั่ง 3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรหาเวลาออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง...

Recent Comments