วันอังคาร, พฤษภาคม 18, 2021
หน้าแรก ความงาม HOW TO 5 วิธีรักษาหลุมสิว

HOW TO 5 วิธีรักษาหลุมสิว

5 วิธีรักษาหลุมสิว บอกลาหน้าหลุม เผยผิวเรียบเนียน

ใครที่เคยเจอปัญหาสิวบุก และทิ้งรอยสิว หลุมสิวไว้เป็นรอยจารึกบนใบหน้า ผิวหน้าไม่เรียบเนียน จะแต่งหน้าปกปิดหนาเท่าไหร่ บางครั้งก็ยังไม่สามารถปกปิดได้มิด มาทางนี้เลยจ้าปัญหาหลุมสิวจะหมดไปด้วย 5 วิธีรักษาหลุมสิวที่เรานำมาฝากกัน

5 วิธีรักษาหลุมสิว
ภาพจาก shopify.com

1. เลือกใช้ครีมที่มีส่วนผสมธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบางชนิด อาจจะทำให้หน้าพังหนักกว่าเก่า เพราะฉะนั้นหากต้องการรักษารอยสิว หรือหลุมสิวแนะนำให้เริ่มจากการใช้ครีมที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ หรือจะใช้เป็นสูตร DIY ที่นำวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น สูตรที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ ซึ่งจะมีสาร Aloctin A ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ส่งผลให้หลุมสิวค่อยๆ ตื้นขึ้นได้ค่ะ

สูตรที่มีส่วนผสมของใบบัวบก ในใบบัวบกมีสาร Glucosides ที่จะมาช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้หลุมสิวค่อยๆ ตื่นขึ้น นอกจากนั้นยังมีมะเขือเทศและมะนาว เนื่องจากมี AHA ช่วยผลัดเซลล์ผิว เผยผิวใหม่ที่แข็งแรง รอยสิวตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีมะละกอที่มีเอนไซม์ Papain และ Chymopapain จะช่วยลดการอักเสบและสมานแผล ช่วยให้สร้างเซลล์ใหม่ได้เร็วขึ้น

2. เลือกใช้ครีมที่มีส่วนผสมเคมี

สูตรของครีมที่มีส่วนผสมธรรมชาติอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าหลุมสิวจะหาย อาจจะลองขยับมาใช้ครีมที่มีส่วนผสมเคมีอย่าง Retin-A ก็เวิร์คค่ะ ใช้แล้วจะช่วยผลัดเซลล์ผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้ แต่ครีมที่มีส่วนผสมของอนุพันธ์วิตามินเออย่าง Retin-A อาจจะค่อนข้างออกฤทธิ์แรงกับผิวหน้า ระหว่างที่ใช้ครีมตัวนี้จึงควรหลีกเลี่ยงจากแสงแดด หรืออีกทางเลือกคือใช้วิตามินเอจากธรรมชาติที่เรียกว่า บากูชิล (Bakuchiol) ตัวนี้ออกฤทธิ์เหมือนกับ Retin-A แต่ฤทธิ์จะอ่อนกว่า ไม่ทำให้ระคายเคืองผิว

3. ผลัดเซลล์ผิวสม่ำเสมอ

การผลัดเซลล์ผิวจะช่วยกำจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว เพื่อเผยผิวใหม่ที่เรียบเนียนขึ้น ส่งผลให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้หากทำอย่างสม่ำเสมอ เลือกใช้เป็นโทนเนอร์ ครีม หรือมาส์กหน้า ที่มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิว และใช้เป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง จะเห็นผลชัดและเร็วขึ้นแน่นอน

4. รักษาหลุมสิวด้วยการฉีดฟิลเลอร์

อีกหนึ่งวิธีที่ประหยัดเวลา แต่อาจจะไม่ประหยัดเงินในกระเป๋าซักเท่าไหร่ การฉีดฟิลเลอร์ เพื่อเติมหลุมสิว โดยสารเติมเต็มที่ใช้ก็จะมีซิลิโคน คอลลาเจน และกรดไฮยาลูรอนิค รักษาด้วยการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปที่ก้นหลุม เพื่อช่วยให้รอยหลุมตื้นขึ้นนั่นเอง

5. รักษาหลุมสิวด้วยการเลเซอร์

การเลเซอร์จะช่วยรักษาหลุมสิวได้รวดเร็วทันใจ ประหยัดเวลามากขึ้นไปอีก ซึ่งการเลเซอร์รักษาหลุมสิวนั้นมีหลายทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นแบบ Cool touch laser, Laser fraxel และ Laser fraction CO2 รวมไปถึงการรักษาด้วยแสง Intense Pulsed Light หรือที่เรียกว่า IPL ที่ก็สามารถช่วยรักษาหลุมสิวได้อย่างเห็นผลชัดเจน

อ้างอิงจาก | women.trueid

เคล็ดลับในการเลือกทานเพื่อ สุขภาพฟันแข็งแรง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisment -

Most Popular

การดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว

การวางแผนดูแลสุขภาพตนเองและบุคคลในครอบครัว เป็นเรื่องที่มีคุณค่าอย่างยิ่งเพราะนอกจากจะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ตัวของเราเองและบุคคลในครอบครัวเกิดความกระตือรือร้นในการดูแลสุขภาพแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดสัมพันธภาพอันดีระหว่างสมาชิกทุกคนในครอบครัว เกิดความรักในครอบครัวซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างดี อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต คุณค่าของการวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในครอบครัว คำว่า “สุขภาพดี” ในแต่ละคนนั้นอาจแตกต่างกันออกไปตามแต่สภาวะสังคม หรือรูปแบบของวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วสุขภาพดีอย่างน้อยจะต้องหมายถึง ความสมบูรณ์ของทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะเกิดได้เนื่องจากการดูแลเอาใจใส่ระบบต่างๆ ที่สำคัญของร่างกาย การที่จะมีสุขภาพดีได้นั้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพของตนเองหรือของบุคคลในครอบครัว ไม่ใช่เป็นสิ่งเกิดขึ้นได้ด้วยความบังเอิญ หากแต่จำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนในการดูแลสุขภาพล่วงหน้าซึ่งจะช่วยให้เกิดผลดี ดังนี้ -สามารถที่จะกำหนดวิธีการหรือเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของตัวเราเองหรือบุคคลในครอบครัวได้อย่างเหมาะสม -สามารถที่จะกำหนดช่วงเวลาในการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม อาจจะมีกิจกรรมการออกกำลังกายในช่วงเช้า หรือ ในบางครอบครัวอาจจะมีเวลาว่างในช่วงเย็น ก็อาจจะกำหนดกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพในช่วงเย็นก็ได้ หรืออาจจะ กำหนดช่วงเวลาในการตรวจสุขภาพประจำปีของบุคคลในครอบครัวได้อย่างเหมาะสม -เป็นการเฝ้าระวังสุขภาพทั้งของตนเองและบุคคลในครอบครัว...

การดูแลรักษาตนเองเหมาะสมกับเราหรือไม่

การดูแลรักษาตนเองเป็นสิ่งที่เหมาะกับการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ ซึ่งสามารถรักษาตนเองได้ที่บ้าน ยกเว้นคนชราและเด็กเล็ก ซึ่งต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ จึงเหมาะสำหรับอายุ 10 ปีขึ้นไปที่มีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติดี แต่สำหรับหญิงมีครรภ์หรือเป็นโรคบางอย่างโดยเฉพาะที่จำเป็นต้องใช้ยาเฉพาะโรค ควรปรึกษาแพทย์ดูว่าการดูแลรักษาตนเองสามารถทำได้หรือไม่ เตรียมตัวสำหรับการดูแลรักษาตนเอง การดูแลรักษาตนเองจะประสบผลสำเร็จ ต้องอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์และยาที่ถูกต้อง รวมทั้งความรู้พื้นฐานในการประเมินอาการตนเองและทักษะอีกเล็กน้อย ดูแลอาการเจ็บป่วยของตนเอง ควรเข้าใจได้ว่าอะไรกำลังเกิดกับร่างกายของเรา และประเมินได้ว่าอาการเหล่านี้ สามารถรักษาเองได้หรือไม่ รู้วิธีการดูแลรักษาเพื่อบรรเทาอาการนั้น และรู้ว่าควรปรึกษาแพทย์เมื่อไร ทำความเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น  ให้ทราบว่าอะไรกำลังเกิดในร่างกายของเราสำหรับแต่ละอาการเจ็บป่วย ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจอาการเจ็บป่วยที่น่ารำคาญและไม่สบายนี้ และตระหนักถึง “ความฉลาดของร่างกาย” จะช่วยให้เราเลือกทำสิ่งที่ช่วยเร่งการหายป่วยของร่างกายได้ การประเมินความรุนแรงของอาการเจ็บป่วย  อาการเจ็บป่วยเป็นวิธีที่ร่างกายสื่อสารกับเรา การประเมินอาการโดยการวัดและสังเกตจะช่วยให้เราแปล “ภาษาของร่างกาย” ได้ ซึ่งจะช่วยเราในการเลือกวิธีบรรเทาอาการและช่วยในการตัดสินใจไปพบแพทย์ บรรเทาอาการ  การบรรเทาอาการ คือ...

7 เคล็ดลับง่ายๆ วิธีดูแลตัวเองให้สุขภาพดีและแข็งแรง

ในปีนี้หลายคนตั้งเป้าหมายการเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การเรื่องงาน เป้าหมายการใช้ชีวิต รวมถึงการมีสุขภาพดีด้วย จะเห็นได้ว่าปัจจุบันคนหันมาสนใจ และใส่ใจในเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ตัวเองนอนหลับสบาย มีสุขภาพแข็งแรง หรือการหลุดพ้นจากความเครียดเมื่อเราเรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาพกายและใจตัวเองให้ดีแล้ว เราก็จะสามารถดูแลตัวเองและจัดการกับความเครียดและภาระหน้าที่ต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม 1.เลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

วิธีดูแลสุขภาพกายและใจเพื่อชีวิตสดใส

1.ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานให้ตรงเวลา ในทุก ๆ มื้อพยายามทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่อย่างพอเพียงตามความต้องการของร่างกาย และควรทานให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน โดยมื้อเช้าถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดจึงไม่ควรที่จะงด ส่วนมื้อเย็นควรทานแต่น้อยและไม่ควรทานหลัง 6 โมง เพราะหากทานดึกเกินไปใกล้เวลานอน อาจทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ 2.ดื่มน้ำให้พอเพียง พยายามดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว เพราะการดื่มน้ำอย่างพอเพียงมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ทั้งในเรื่องของสุขภาพและความสวยความงาม ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นไปอย่างปกติ ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื่น ดูสดใสเปล่งปลั่ง 3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรหาเวลาออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง...

Recent Comments